Freedom for Everyone

Freedom for Everyone : อิ่มท้อง เปล่งเสียง อยู่ร่วมกัน เสรีภาพ และข้อจำกัด

“Development has to be more concerned with enhancing the lives we lead and the freedoms we enjoy.”Amartya Sen

ความยากจนคือการลดทอนศักยภาพ และการลดทอนศักยภาพคือการลดทอนเสรีภาพในการเลือกใช้ชีวิตแบบใดแบบหนึ่ง ตามความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล อมรรตยะ เสน นั้น การพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเมืองคือการพัฒนาเพื่อให้มนุษย์มีเสรีภาพที่จะเลือกใช้หรือไม่ใช้ศักยภาพของตนเองในการดำเนินชีวิตให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อลดปัญหาความยากจน หรือระบบการเมืองที่เอื้อเสรีภาพ

อิ่มท้อง
                 ความหิวโหยสามารถเป็นทางเลือกได้หรือไม่ ผู้คนในแอฟริกาบางส่วนที่ขาดแคลนอาหารและต้องทนหิว กับผู้ชุมนุมประท้วงที่เลือกใช้การอดอาหารเป็นเครื่องมือในการเปล่งเสียงเรียกร้องนั้นแตกต่างกันอย่างไร ในขณะที่ความหิวอย่างหลังเป็นทางเลือก เพราะสามารถเลือกที่จะเลิกอดเมื่อไรก็ได้ แต่อย่างแรกมาจากปัญหาเรื่องการผลิตอาหารที่ไม่เพียงพอในบางส่วนของโลก ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรง ความหิวโหยจึงกลายเป็นตัวจำกัดเสรีภาพในการดำเนินชีวิต

การปลูกพืชเลี้ยงสัตว์อาจถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ กระแส “เกษตรกรรมแบบธรรมชาติ” ในปัจจุบันยิ่งทำให้รู้สึกว่านี่เป็นกิจกรรมที่มนุษย์ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด แต่ในความเป็นจริง การผลิตและการสร้างอาหารเป็นนวัตกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นมาราว 10,000-20,000 ปีก่อนคริสตกาล การเริ่มปลูกข้าวในตะวันออกช่วง 8,000 ปีก่อนคริสตกาลนั้นคือการทำให้ข้าวและพืชผักสมุนไพรจากป่ากลายมาเป็นของที่ “ถูกเลี้ยง” (Domesticated) โดยมนุษย์ได้ การปลูกพืชเลี้ยงสัตว์จึงเป็นวัฒนธรรม (Agro-Culture) ไม่ใช่ธรรมชาติ

การปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตนำมาสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบทางสังคมด้วย ก่อนการประดิษฐ์การกสิกรรม มนุษย์ดำรงชีวิตได้ด้วยการหาของป่าล่าสัตว์ (Hunting and Gathering) ในสังคมรูปแบบนี้ แรงงานส่วนใหญ่จะต้องถูกใช้ไปกับการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน แต่เมื่อมนุษย์เข้าสู่ยุคสังคมกสิกรรม แรงงานส่วนหนึ่งของสังคมไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ผลิตอาหารอีกต่อไป

ราว 5,500 ปีก่อนคริสตกาล ชาวสุเมเรียนเริ่มทำการเกษตรกรรมแบบเข้มข้น ตั้งแต่การใช้ที่ดินจำนวนมากเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว (Monocropping) มีการออกแบบระบบชลประทาน และการแบ่งงานกันทำเพื่อผลิตอาหารจำนวนมาก ระบบการผลิตอาหารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นนี้เองที่ทำให้เกิดการผลิตส่วนเกิน (Food Surplus) อันนำมาซึ่งการขยายตัวของประชากร สมาชิกในสังคมจำนวนหนึ่งไม่มีความจำเป็นต้องทำหน้าที่ผลิตอาหารอีกต่อไป อาณาจักรสุเมเรียนจึงสามารถสร้างกองทัพประจำการขึ้นมาได้เป็นอาณาจักรแรกๆ ของโลก และด้วยกองทัพประจำการนี่เองที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองขึ้นมา

 

freedom2.jpg
© danielholmes.ne

 

    การปฏิวัติการผลิตอาหารเมื่อ 10,000 ปีก่อนคริสตกาลไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว อังกฤษในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 16 ถึงศตวรรษที่ 19 ขณะที่การเริ่มเพาะปลูกของมนุษย์ในสมัยโบราณทำให้สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตอาหารในโลกสมัยใหม่เป็นไปได้เพราะระบบระเบียบทางการเมือง การล้อมรั้ว (Enclosure) เป็นตัวอย่างหนึ่งของการผลิตอาหารที่ค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่โลกสมัยใหม่ แทนที่การเลี้ยงปศุสัตว์ สัตว์จะหากินในพื้นที่เปิด รั้วที่ปิดได้สร้างกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เป็นเจ้าของโดยเจ้าของที่ดินเท่านั้น ทำให้เจ้าของที่ดินสามารถควบคุมคุณภาพและพัฒนาผลิตภาพ (Productivity) ได้ ความแข็งแกร่งของระบบระเบียบกฎหมาย (Rule of Law) ของอังกฤษทำให้การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นไปได้ นักประวัติศาสตร์บางคนเสนอว่าการผลิตอาหารหลังการล้อมรั้วทำให้เกิดแรงงานส่วนเกินและกลุ่มชาวนาไร้ที่ทำกิน (Landless Peasantry) ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา

หากโจทย์ของโลกยุคโบราณคือทำอย่างไรถึงจะผลิตอาหารให้เพียงพอ โจทย์ในโลกยุคปัจจุบันอาจจะซับซ้อนกว่านั้น ด้านหนึ่งปัญหาเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ยังคงเป็นปัญหาของประเทศที่ยังไม่พัฒนาหลายประเทศ ในขณะที่ปัญหาสินค้าเกษตรล้นเกิน ทำให้ราคาตก ผู้ผลิตอาหารไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ นำมาซึ่งการแทรกแซงตลาดจากรัฐ เช่น การตั้งกำแพงภาษีไปจนถึงการอุดหนุนราคาสินค้าต่างๆ การแทรกแซงสินค้าเกษตรโดยรัฐเป็นนโยบายที่ถูกปรับใช้ในแทบทุกประเทศ ในสหรัฐอเมริกา การสนับสนุนสินค้าเกษตรเริ่มต้นช่วงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของปี 1930 รัฐบาลสหรัฐฯ จ่ายเงินเกษตรกรเพื่อให้ลดผลผลิตลง เพื่อแก้ปัญหาสภาวะผลผลิตล้นตลาด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีข้อวิจารณ์ว่าการอุดหนุนสินค้าเกษตรในสหรัฐฯ เป็นการอุดหนุนบริษัททางการเกษตรขนาดใหญ่มากกว่าจะสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย

สำหรับประชากรบางส่วนในชนชั้นทางเศรษฐกิจระดับบน การ “อิ่มท้อง” ดูจะไม่เพียงพออีกต่อไป กระแสเกษตรกรรมแบบออร์แกนิกเป็นอีกกระแสของการผลิตอาหาร และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมหาศาล ปี 2011 มูลค่าอาหารและเครื่องดื่มออร์แกนิกอยู่ที่ 63 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 170 จากปี 2002) อุปสงค์หลักๆ ของสินค้าประเภทดังกล่าวอยู่ที่ทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป ซึ่งสวนกระแสวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศแถบนี้ ในขณะที่ผู้ผลิตสินค้าออร์แกนิกหนึ่งในสามของโลกอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาและตลาดใหม่ (Emerging Market) ซึ่งผลิตเพื่อการส่งออกเป็นหลัก ในแง่นี้ กิจกรรมการผลิตอาหารจึงถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนจากด้านการผลิต (Supply-Driven) คือผลิตอย่างไรให้พอ มาสู่ด้านอุปสงค์ (Demand-Driven) คือผลิตอย่างไรให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค

น่าคิดว่าความเป็นไปได้ของเสรีภาพใน “การเลือก” สินค้าประเภทอาหารที่มากไปกว่าการ “อิ่มท้อง” นั้น เกิดขึ้นบนเงื่อนไขของอุตสาหกรรมอาหารที่กระแสอาหารออร์แกนิกเองพยายามจะต่อต้าน เพราะถ้าปราศจากพื้นฐานการผลิตอาหารที่ล้นเกินในระดับหนึ่งแล้ว ความ “ฟุ่มเฟือย” ของวิถีชีวิตออร์แกนิกใกล้ชิดธรรมชาติก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้

เปล่งเสียง
   เงื่อนไขการดำรงอยู่ของมนุษย์ข้อหนึ่งคือการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นยุคโบราณที่การล่าช้างแมมมอธยังต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม มาจนถึงวิถีชีวิตสมัยใหม่ ความสามารถในการสื่อสารของมนุษย์ด้านหนึ่งก็มาพร้อมกับการวิวัฒนาการจากไพรเมต (Primate) ด้วย

แต่พลังอำนาจการสื่อสารของมนุษย์นั้นมีมากกว่าไพรเมตทั่วไป การสื่อสารคืออำนาจ ในสังคมมุขปาฐะ การบอกเล่าปากต่อปากเป็นการผลิตซความรู้และวัฒนธรรมเฉพาะของสังคมนั้นๆ เช่น ตำนานต่างๆ ที่ย้อนกลับมากำหนดตำแหน่งแห่งที่ของสมาชิกในสังคม นอกจากการสื่อสารเพื่อการดำรงอยู่ด้วยกันในระบบระเบียบทางการเมืองแล้ว การสื่อสารที่เปลี่ยนไปก็ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตได้เช่นเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์มนุษย์คือการประดิษฐ์แท่นพิมพ์ อาจกล่าวได้ว่าการพิมพ์จำนวนครั้งละมากๆ นั้นทำให้การสื่อสารแพร่กระจายสู่คนอ่านจำนวนมากได้ง่ายขึ้น การพิมพ์ไบเบิลเป็นภาษาท้องถิ่น ที่คนทั่วไปใช้งาน (Vernacular) อย่างภาษาเยอรมัน ได้สั่นคลอนอำนาจของศาสนจักรในกรุงโรม จากเดิมที่การอ่านคัมภีร์ไบเบิลต้องผ่านภาษาละตินเท่านั้น ทำให้การเข้าถึงศาสนาของคนส่วนใหญ่ต้องพึ่งพิงนักบวช ในขณะที่การใช้ภาษาท้องถิ่น เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ ช่วยคนจำนวนมากให้สามารถอ่านได้ การเกิดนิกายโปรเตสแตนต์และการปฏิรูปศาสนา (Reformation) ด้านหนึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยเงื่อนไขของการพิมพ์ นอกจากนี้ หากเชื่อตามข้อเสนอของแมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) การพัฒนาทุนนิยมเกิดขึ้นได้เพราะเงื่อนไขจริยศาสตร์แบบโปรเตสแตนต์

นอกจากการพิมพ์จะล้มการผูกขาดพระเจ้าที่โรมได้แล้ว ยังมีส่วนในการล้มการผูกขาดอำนาจทางการเมืองได้ด้วย การเกิดขึ้นของกระแสยุครู้แจ้ง (The Enlightenment) ส่งผลกระทบต่อการเมืองในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 และเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดการปฏิวัติในอเมริกา (American Revolution) ในปี 1776 และการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolution) ในปี 1848 ในขณะเดียวกัน คำว่าหนังสือ “โป๊ (Pornography)” ในศตวรรษที่ 18 นั้น ไม่ได้หมายถึงหนังสือที่มีไว้ดูเพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงเรื่องราวที่ล้อเลียนหรือต่อต้านสถาบันกษัตริย์ เช่น หนังสือ 120 วันในโซดอม (The 120-Days of Sodom) ของมาร์กีส์ เดอ ซาด (Marquis de Sade) ที่แสดงให้เห็นถึงความ “เท่าเทียม” ในความสกปรก การขับถ่ายของเสีย และธรรมชาติของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำหรือคนธรรมดา และนี่ทำให้การเซ็นเซอร์จากรัฐเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการอ่านโดยสาธารณชน (The Reading Public)

พลังอำนาจของการผลิตซ้ำทางความคิดที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถูกกล่าวถึงโดยนักคิดในศตวรรษที่ 20 อย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือภาพยนตร์ ถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองที่หลากหลาย เช่นเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐ ขณะเดียวกันรัฐเองก็ใช้สื่อต่างๆ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อค่านิยมหลากหลายประการเช่นกัน

 

freedom3.jpg
© Bettmann/CORBIS

 

        หากคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) เขียนประกาศพรรคคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto) เป็นใบปลิวแล้ว หัวใจของการต่อสู้ทางการเมืองของโลกในศตวรรษที่ 21 ก็คือการ “ตีพิมพ์” ผ่านอินเทอร์เน็ต ตัวอย่างการต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหญ่ในรอบสิบปีที่ผ่านมาอย่างอาหรับสปริง (Arab Spring) ถูกตั้งข้อสังเกตว่า คนหนุ่มสาวในการต่อสู้ครั้งนั้นใช้เครื่องมือสำคัญๆ อย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และยูทูบกันเยอะมาก หนังสือพิมพ์ The New York Times ตั้งข้อสังเกตว่า ความขัดแย้งในศตวรรษที่ 21 คือในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลระดมยิงกระสุนเข้าใส่ผู้ประท้วงรัวๆ ฝ่ายผู้ประท้วงหนุ่มสาวก็ระดมทวีตรัวๆ เช่นกัน

เราอาจเห็นอิทธิพลของอินเทอร์เน็ตผ่านแนวโน้มการโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตได้ ช่วงขวบปีแรกๆ ของเวิล์ด ไวด์ เว็บ มูลค่าโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตยังมีไม่มาก แต่ในปี 2013 มูลค่าการโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตมีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ นิตยสาร The Economist วิเคราะห์ว่าการเจริญเติบโตของสมาร์ทโฟนทำให้การเข้าถึงเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนตัวมากขึ้น (ไปพร้อมๆ กับการโดนติดตามจากผู้ที่เก็บข้อมูลและรูปแบบการใช้งาน หรือ Third-Party Tracker ทั้งหลายที่บริษัทโฆษณาใช้เพื่อติดตามการใช้อินเทอร์เน็ต) ทำให้การโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ และมากกว่าโฆษณาแบบดั้งเดิม แน่นอนว่าการได้มาซึ่งเนื้อหาที่ผลิตมาสำหรับเราโดยเฉพาะเป็นการส่วนตัว (Personalized) นั้น สิ่งที่อาจสูญเสียไประหว่างทางคือความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของการใช้อินเทอร์เน็ตนั่นเอง

 

freedom4.jpg
© Siegfried Modola

 

     ในรอบสิบปีที่ผ่านมา อินเทอร์เน็ตถูกใช้เป็นเครื่องมือของอี-คอมเมิร์ซ (E- Commerce) อย่างแพร่หลาย นอกจากผู้เล่นรายใหญ่ในตะวันตกอย่างแอมะซอน (Amazon) หรืออีเบย์ (eBay) แล้ว การเกิดขึ้นของสื่อสังคม (Social Media) ต่างๆ ทำให้ผู้ต้องการซื้อและผู้ต้องการขายสามารถเจอกันได้ง่ายขึ้น ยูโรมอนิเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (Euromonitor International) คาดการณ์ว่าในช่วงระหว่างปี 2013-2016 การขายปลีกบนอินเทอร์เน็ตของไทยจะโตขึ้นร้อยละ 6 ในขณะที่ยักษ์ใหญ่ของจีนอย่างอาลีบาบา (Alibaba) ก็กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากรายงานในปี 2012 อาลีบาบาทำยอดขายได้มากกว่าแอมะซอนและอีเบย์รวมกันเสียอีก

อยู่ร่วมกัน
    ปัจจุบันประชากรของโลกอาศัยอยู่ในเขตเมืองเกินว่าร้อยละ 50 ข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) เสนอว่า การอาศัยอยู่ในเมืองอาจเป็นหนึ่งในวิธีบริหารจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ เพราะสามารถจัดให้มีบริการต่างๆ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน และสถานที่ต่างๆ อยู่ใกล้กับประชากรจำนวนมากได้ ในขณะที่การตั้งรกรากที่แผ่กระจายออกไปอย่างเบาบางนั้นทำให้การเดินทางไปตามที่ต่างๆ ต้องสูญเสียเวลาและทรัพยากรมากกว่า

 

freedom5.jpg
© flickr.com/photosscouttwentynine

 

       ด้านหนึ่งประเด็นปัญหาของการจัดการเมืองคือการออกแบบและจัดการพื้นที่ และการจัดการพื้นที่ของเมืองสะท้อนประเด็นปัญหาทั้งสภาวะสมัยใหม่ ปัญหาการเมืองและทุนนิยม แม้แต่ในช่วงศตวรรษที่ 18 นักคิดที่ให้ความสำคัญกับการค้าขายในฐานะคุณธรรมแบบหนึ่งจะเสนอให้เมืองใหญ่มีการตัดถนนที่เรียบ มีไฟสาธารณะที่ส่องสว่าง ไปจนถึงความปลอดภัย ภายใต้วิธีคิดนี้ การสัญจรเพื่อมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การเจริญรุ่งเรืองทางการค้า และความเจริญรุ่งเรืองทางการค้านำมาซึ่งอรรถประโยชน์ของคนส่วนมาก ไปจนถึงความสามารถในการยับยั้งสงครามได้

ดังนั้น กรอบคิดในการบริหารจัดการเมืองในสมัยวิกตอเรียของอังกฤษจึงมักถูกคิดแบบบนลงล่าง (Top-Down) โดยสถาปนิกเป็นผู้วาดผังเมือง ปัญหาใหญ่ๆ ในยุคนั้นมักเป็นปัญหาเรื่องความสะอาดและการปะปนของชนชั้นต่างๆ หลายครั้งที่การตัดถนนเกิดขึ้นเพียงเพื่อแบ่งแยกบริเวณสลัมของคนจนออกจากที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลาง การระบาดของอหิวาตกโรค ยังทำให้กรุงลอนดอนซึ่งเริ่มมีคนอยู่อาศัยมากขึ้นต้องรีบจัดการรับมือกับโรคระบาดนี้ ทั้งในแง่การจัดการพื้นที่ การสร้างระบบสาธารณสุข รวมถึงความหวาดกลัวที่มีต่อการลุกฮือของชนชั้นล่างที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ทำให้การสร้างสวัสดิการโดยรัฐค่อยๆ ได้รับการพัฒนาขึ้น

ความคลาดเคลื่อนระหว่างการออกแบบจัดการเมืองจากบนลงล่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา อย่างที่สถาปนิก คริสโตเฟอร์ อเล็กซานเดอร์ (Christopher Alexander) ถกเถียงว่า ผู้ที่น่าจะมีส่วนในการออกแบบสถานที่มากที่สุดไม่ใช่สถาปนิก แต่คือผู้ที่อยู่อาศัยเอง อาจกล่าวได้ว่าการออกแบบจัดการพื้นที่เมืองและที่อยู่อาศัยถูกทำให้เป็นประชาธิปไตย (Democratized) มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของผู้ชำนาญการล้วนๆ อีกต่อไป แต่ผู้มีส่วนได้เสียจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด

เป้าหมายที่เป็นอุดมคติมากด้านหนึ่งของการออกแบบผังเมืองอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Planning) คือการลดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ และอาจนำมาซึ่งความเป็นธรรมมากขึ้น เพราะแทนที่การวางผังเมืองจะเป็นเรื่องของนักวางผังคอยวาดลงไปบนแผนที่เช่นในอดีต ว่าพื้นที่ไหนควรสร้างตึกแบบไหน แต่ไม่รับรู้ถึงสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนบนถนนเพียงฝ่ายเดียว มันจะเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ได้มีส่วนร่วมด้วย ความคิดการออกแบบผังเมืองอย่างมีส่วนร่วมเริ่มเข้ามาอิทธิพลในช่วงระหว่างปี 1960-1970 เช่นเดียวกับยุควิกตอเรีย แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้บริบทของความหวาดกลัวการลุกฮือของชนชั้นล่างเช่นเดียวกัน ในกรณีนี้คือความตึงเครียดทางสีผิวในสหรัฐฯ และปัญหาการว่างงานในอังกฤษ แน่นอนว่าในความเป็นจริงการสร้างฉันทามติเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่ร่วมกัน

แนวโน้มการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ก็อาจเข้ามามีส่วนในการวางผังเมืองเช่นเดียวกัน เช่นในแง่นี้ แทนที่การออกแบบเมืองจะเป็นการคิดถึงพื้นที่ ขนาดใหญ่ การออกแบบสถานที่และประสบการณ์ วิธีคิดเรื่องการออกแบบบริการ (Service Design) จึงเป็นวิธีการที่ภาครัฐควรหยิบมาใช้เพื่อออกแบบการบริการสาธารณะ เช่น การออกแบบขนส่งมวลชนให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ดี จะทำให้คนใช้รถยนต์ส่วนตัวน้อยลง

 

freedom6.jpg
© richardbarrow.com

 

         หลายครั้งที่สิ่งที่นักวางผังเมืองคาดหวังกับสิ่งที่ถูกใช้งานจริงอาจจะไม่ตรงกัน เช่น ในเมืองที่วิถีชีวิตไม่ได้ใช้จักรยานในการเดินทางจริง การตีเส้นทางจักรยานบนถนนไม่ได้หมายความว่าจะมีผู้ใช้จักรยานมากขึ้น แต่มันกลับกลายเป็นที่จอดรถ ที่วางของระเกะระกะอย่างที่ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์ The Guardian รวบรวมมานำเสนอไว้ หรือในกรณีของกรุงเทพฯ คือที่เลนจักรยานกลับไปเบียดบังทางเดินเท้าและทางถนนที่มีน้อยอยู่แล้ว ในขณะที่ความต้องการใช้จักรยานเพื่อการเดินทางกลับมีน้อยมากหากเปรียบเทียบกับความจำเป็นของขนส่งมวลชนอื่นๆ

เสรีภาพและข้อจำกัด
       ถึงแม้ว่าแนวคิดทางประชาธิปไตยในการออกแบบและแนวคิดเรื่องการออกแบบที่ให้ผู้ใช้เป็นศูนย์กลางจะได้รับการตอบรับที่ดีขึ้น แต่ด้วยโครงสร้างของรัฐและระบบราชการ การมองแบบบนลงล่างยังเป็นสิ่งที่ไม่หายไปไหน ในประเทศจีนมีการทดลองสร้างเลนสำหรับคนเดินเท้าที่ใช้โทรศัพท์มือถือกับเลนคนเดินที่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่เกิดจากคนก้มหน้าก้มตาใช้โทรศัพท์ แน่นอนว่าในทางปฏิบัติแล้ว ไม่มีใครทำตาม

ความพยายามควบคุมจัดการอินเทอร์เน็ตโดยรัฐก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากพิจารณาถึงความพยายามควบคุมจัดการการสื่อสารตั้งแต่ยุคการพิมพ์หนังสือใหม่ๆ ไปจนถึงการเบลอเหล้าบุหรี่ในจอทีวี เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ยาโนส อาเดร์ (János Áder) ประธานาธิบดีฮังการี เสนอการจัดเก็บภาษีอินเทอร์เน็ต (Internet Tax) ซึ่งนั่นทำให้เขาถูกมองว่าพยายามจะลดทอนและควบคุมจัดการเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้มีผู้ประท้วงแนวคิดนี้เป็นจำนวนมากจนรัฐบาลต้องพับแผนไป

สุดท้ายแล้ว ความพยายามในการค้นหาวิธีให้มนุษย์อิ่มท้องก็ยังไม่หายไปไหน ในขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตอาหารในปัจจุบันสามารถผลิตส่วนเกินมาได้บ้างแล้ว นักวิทยาศาสตร์กำลังเฝ้ารอการมาถึงของการผลิตเนื้อสัตว์ที่สร้างในแล็บ (Lab Grown Meat) โดยใช้เซลลของสัตว์มาเพาะ หลายคนอ้างว่าการผลิตเนื้อวิธีนี้ไม่เป็นการทารุณสัตว์ เพราะไม่ต้องฆ่าสัตว์ ทำให้คนกินมังสวิรัติก็สามารถกินเนื้อได้ ทั้งยังสามารถควบคุมความสะอาดได้ดีกว่าในฟาร์ม และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า และถ้าเสรีภาพคือศักยภาพที่จะเลือก ประเด็นปัญหาเรื่องการผลิตอาหารเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการที่มากขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น จึงยังคงเป็นประเด็นใจกลางสำคัญ ทั้งในด้านเทคโนโลยี การออกแบบ และระบบการเมือง

Freedom for Everyone